Home :: About
History

หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เรียบเรียงโดย อาจารย์อุทิศ อติมานะ

ความเป็นมา

          ในบริบทสังคมสมัยใหม่ สถานะของศาสตร์ศิลปะถูกพัฒนาไปสู่ "ศิลปะในฐานะสถาบันทางสังคม" แยกจากการเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันทางสังคมอื่นๆ อาทิ ศาสนาและการเมือง ฯลฯ โดยมีพิพิธภัณฑ์ สถาบันทางศิลปะรูปแบบต่างๆ เป็นศูนย์กลางภายในแต่ละชุมชน เพื่อแสดงบทบาทโดยตรงต่อสังคม มีอัตลักษณ์ทางวิชาการ และมีวิวัฒนาการภายในตนเอง เป็นสถาบันเพื่อการศึกษาทางเลือกของประชาชน ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ชีวิต สังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ ในบริบทสุนทรียศาสตร์

          ในปี 2539 รัฐบาลไทยได้ตระหนักถึงความจำเป็นของการมีพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยในสังคมไทยตามจังหวัดต่างๆ และมีผลงานนำร่องที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะร่วมสมัยในส่วนภูมิภาค โดยเริ่มต้นจากหัวเมืองใหญ่ๆ ก่อน ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในส่วนภาคเหนือ รัฐบาลได้มอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และคณะวิจิตรศิลป์ทำหน้าที่ทำให้แผนงานของรัญบาลดังกล่าวกลายเป็นความจริง

          รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 44,680,200 บาท เพื่อก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ภายในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยบริษัท ต้นศิลป์สถาปัตย์ จำกัด เป็นผู้ชนะการออกแบบ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ควีนสแลนด์ เอ็นจิเนียริ่ง เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ได้วางศิลาฤกษ์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2540 อาคารได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปี 2541 และได้กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานเปิดงานครั้งแรกในวันที่ 19 มกราคม 2542 หลังจากนั้นเป็นต้นมา หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ดำเนินกิจกรรมด้านศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยมาตลอดจงบถึงปัจจุบัน

แนวคิด

          หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันเพื่อการเรียนรู้ "วัฒนธรรมร่วมสมัย" โดยมีวัตถุประสงค์ใน 4 ประเด็น กล่าวคือ (1) มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางความร่วมมือของศิลปิน นักวัฒนธรรม นักวิชาการ องค์กรทางวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ จากหลากหลาย กลุ่ม/สาขา ในเขตภาคเหนือ ในประเทศ นานาชาติ (2) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์องค์ความรู้ทางศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สำคัญ เป็นประเด็นทางวัฒนธรรมที่ยังไม่ตาย ยังร่วมสมัย ยังอยู่ในความสนใจของผู้คนแต่ละกลุ่ม ยังมีอิทธิพลในวิถีชีวิต/วิถีสังคม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม (3) เก็บสะสมผลงาน กิจกรรม แนวคิด เหล่านั้น ฝ่านสื่อรูปแบบต่างๆ รวมทั้งการสะสมศิลปะวัตถุ วัตถุทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่สำคัญ และเปป็นแบบอย่างพัฒนาการทางวัฒนธรรมแต่ละช่วงเวลาของสังคม (4) ให้บริการ/เผยแพร่กิจกรรม ผลงานสร้างสรรค์ สื่อทางวัฒนธรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อการค้นคว้า และการทำวิจัย ทั้ง 4 ประเด็นที่กล่าวมาก็เพื่อทำให้สถาบันแห่งนี้ทำหน้าที่เป็นหลักประกันด้าน "พัฒนาการทางด้านวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน" ให้มีความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ มีการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา ทำหน้าที่เป็นสถาบันเพื่อการเรียนรู้ตามอัธยาศัย การเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างจากโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อทำให้วัฒนธรรมการเรียนรู้ของสังคมนั้นๆ มีความเข้มแข็งและหลากหลายทางเลือก